ผู้เขียน หัวข้อ: โรตกรดไหลย้อนที่เราเจอกันบ่อยๆ มีสรรพคุณเเละประโยชน์เเละวิธีรักษาดังนี้  (อ่าน 9 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 28, 2018, 03:22:15 PM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งโดยธรรมดาร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดของกินอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารแม้กระนั้นคนที่เป็นโรคนี้จะมีปริมาณกรดที่ย้อนเพิ่มมากขึ้นหรือย้อนบ่อยครั้งกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดของกินมีความไวประมือดมากขึ้นแม้ว่าจะมีปริมาณกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่มากกว่าธรรมดา ทำให้มีลักษณะระคายบริเวณคอ และแสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีลักษณะท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับอาการโรคกระเพาะ ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีขายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด ก็เลยพบว่าในปัจจุบันมีผู้เจ็บป่วยมาพบแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น  รวมทั้งหากปลดปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาโดยใช้แนวทางที่ผิดต้อง บางทีอาจส่งผลให้เกิดการเกิดหลอดของกินอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกเหนือจากนี้ยังสามารถแยกประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • โรคกรดไหลย้อนปกติ หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ข้างในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน โดยมากจะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอรวมทั้งกล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) เป็นโรคที่มีลักษณะทางคอแล้วก็กล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไหลย้อนกลับไปของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างเปลี่ยนไปจากปกติ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของคอและกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้ราว 10-15% ของคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) รวมทั้งมักพบทั้งในสตรีแล้วก็ในเพศชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่พบได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงคนชรา แต่เจออัตราเกิดสูงมากขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป รวมทั้งพบได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีแถลงการณ์ว่าประเทศแถมตะวันตกพบโรคนี้ได้ประมาณ 10 - 20% ของสามัญชนอย่างยิ่งจริงๆ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุที่เกี่ยวพันกับความผิดปกติ ของการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนของกินหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดช่องให้อาหารไหลผ่านลงไปยังกระเพราะของกิน เมื่ออาหารผ่านลงกระเพาะกระทั่งหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อกีดกันไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกิน
แต่ว่าผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอด อาหารนี้หย่อนสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกินมากกว่าปกติ (คนทั่วไปหลังกินข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการ) นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการไม่ปกติ และการอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนมูลเหตุที่ทำให้หูรูดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นดำเนินการแตกต่างจากปกติยังไม่รู้จักแจ่มชัด แต่ว่าเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (พบในคนอายุมากกว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังก้าวหน้าไม่สุดกำลัง (พบในเด็กทารก) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาโดยกำเนิด
ยิ่งกว่านั้นความประพฤติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางประเภทมีส่วนกระตุ้นแนวทางการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความเปลี่ยนไปจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น ดังเช่น นอนหลังรับประทานอาหารทันที ทานอาหารปริมาณมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในตอนท้อง การกระทำที่ถูกกล่าวมาแล้วเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วยเหมือนกัน
อาการโรคกรดไหลย้อน  อาการของผู้ป่วยนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายโดยกรด ดังเช่น

  • อาการทางคอหอยและก็หลอดอาหาร
  • ลักษณะของการปวดแสบร้อนรอบๆทรวงอก และลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือหลังรับประทานอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ คาดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีลักษณะมากยิ่งกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์และก็อาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงและก็บางคราวอาจปวดร้าวไปที่รอบๆคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนตรากตรำ กลืนเจ็บ หรือกลืนติดๆขัดๆคล้ายสะดุดสิ่งเจือปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเช้า
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก เหมือนของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายเปลี่ยนไปจากปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง และก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนยามเช้า หรือมีเสียงไม่ดีเหมือนปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในช่วงเวลาค่ำคืน
  • กระแอมไอหลายครั้ง
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้ามี) แย่ลง ไหมดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บทรวงอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสลดไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาเจอแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า มีอาการกลืนของกินแข็งตรากตรำ เนื่องมาจากปลดปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังกระทั่งแคบ
  • ส่วนในเด็กทารกอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดได้ เหตุเพราะหูรูดข้างล่างของหลอดอาหารยังเจริญก้าวหน้าไม่เต็มที่ เด็กแรกคลอดจึงมักมีลักษณะงอแง ร้องกวน อาเจียนบ่อย ไอบ่อยครั้งเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่อข้าว น้ำหนักตัวไม่ขึ้น เด็กแรกคลอดบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งอาจกำเริบได้หลายครั้ง แต่ว่าอาการมักจะหายไปเมื่ออายุได้ราว 6-12 เดือน แต่บางรายก็อาจคอยจนถึงไปสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะดียิ่งขึ้น
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
หมอวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก เรื่องราวอาการ การตรวจคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร รวมทั้งไส้ แล้วก็อาจตัดชิ้นเนื้อในบริเวณที่เปลี่ยนไปจากปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และอาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเพิ่ม ดังเช่นว่า ตรวจวัดสภาวะความเป็นกรดของหลอดอาหารในขณะส่องกล้อง ดังนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหมอ อาทิเช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง, การตรวจทางเวชศาสตร์ปรมาณู, การตรวจการบีบตัวของหลอดของกิน ฯลฯ
แต่โดยส่วนมากแล้ว แพทย์ชอบวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่มักพบ ดังเช่นว่า อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก และก็เรอเปรี้ยวหลังรับประทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีความประพฤติปฏิบัติที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แต่ในรายที่ไม่ชัดแจ้งอาจต้องทำตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงนิสัย และก็การดำเนินชีวิตประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลรักษาวิธีนี้มีความจำเป็นที่สุดสำหรับเพื่อการทำให้คนป่วยมีลักษณะอาการน้อยลง ปกป้องไม่ให้กำเนิดอาการ และก็ลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ รวมทั้งคุ้มครองป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอรวมทั้งกล่องเสียงเยอะขึ้น เนื่องจากโรคนี้ไม่อาจจะรักษาให้หายสนิท (นอกจากจะผ่าตัดปรับปรุง) การดูแลรักษาแนวทางนี้ควรปฏิบัติไปทั้งชีวิต ด้วยเหตุว่าเป็นการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุ หากว่าคนเจ็บจะมีอาการ หรือหายก็ดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาแล้วหลังจากนั้นก็ตาม คนไข้ควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรจะอุตสาหะลดหุ่น
             มานะเลี่ยงความตึงเครียด
             เลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเหลือเกิน
             หากมีลักษณะท้องผูก ควรจะรักษา แล้วก็หลบหลีกการเบ่ง
             ควรจะออกกำลังกายบ่อย
             ภายหลังรับประทานอาหารโดยทันที มานะหลีกเลี่ยงการนอนราบ
             หลบหลีกการรับประทานอาหารมื้อดึกดื่น
             ทานอาหารจำนวนพอดีในแต่ละมื้อ
             เลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอคอยโดยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงการกระทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรกินยาตามที่ได้กำหนดอย่างเคร่งครัด และถ้าหากมีเรื่องที่น่าสงสัยควรจะขอความเห็นหมอหรือเภสัชกร


             ตอนนี้ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หมายถึงยาลดกรดในกรุ๊ปยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) อาทิเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มก. วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากมายสำหรับในการป้องกันลักษณะของโรคกรดไหลย้อน โดยให้รับประทานยาต่อเนื่องกันตรงเวลา 6 - 8สัปดาห์ หรือบางทีอาจจะต้องใช้ยาเป็นเวลานานนับเป็นเวลาหลายเดือนสังกัดผู้เจ็บป่วยแต่ละราย อาทิเช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นระยะๆตามอาการที่มี  หรือกินโดยตลอดเป็นเวลานาน
             ในบางคราวบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย ดังเช่นว่า เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรกินก่อนอาหารโดยประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอแล้วก็กล่องเสียง การดูแลรักษาวิธีการแบบนี้จะทำใน


             คนป่วยที่มีลักษณะอาการรุนแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วไม่ดีขึ้น
             คนป่วยที่ไม่อาจจะรับประทานยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะนี้ได้
             ผู้เจ็บป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากที่จะรับประทานยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลายเป็นซ้ำบ่อยครั้งหลังหยุดยา
ดังนี้คนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงจำนวนร้อยละ 10 เพียงแค่นั้น การรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ดังเช่น endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy เป็นต้น

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงมากขึ้น จังหวะกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินของกินแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกินมื้อเย็นก่อนนอน เนื่องจากว่าจำนวนอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะ และการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะอาหาร ของกินแล้วก็กรดก็เลยไหลถอยกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือจำนวนมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามากมาย ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะทำให้หูรูดคลายตัวเยอะขึ้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน (เป็นต้นว่า กาแฟ ยาชูกำลัง) เว้นเสียแต่กระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและก็อาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะอาหารขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้ได้โอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด มั่นใจว่ามีเหตุที่เกิดจากการไอแล้วก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (ดังเช่นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นเบตาแล้วก็กรุ๊ปต่อต้านแคลเซียม ยาทางจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน ด้วยเหตุว่าจะก่อให้มีความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
  • การตั้งครรภ์ เพราะเหตุว่าจะเป็นการเพิ่มระดับความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น
  • เบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะอาหารขับช้า ก็เลยกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เพราะเหตุว่าความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเพิ่มขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะอาหารนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอเยอะขึ้นเรื่อยๆ


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนมีต้นเหตุที่เกิดจากความไม่ปกติของกล้ามหูรูดด้านล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะไหลย้อนไปขึ้นไปที่หลอดอาหารและมีการอักเสบรวมทั้งอาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนและสม่ำเสมอตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก แล้วพยายามหลีกเลี่ยง เป็นต้นว่า อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) อาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ บุหรี่ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางชนิด
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารจำนวนมาก (หรืออิ่มจัด) รวมทั้งหลีกเลี่ยงการกินน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรจะรับประทานอาหารมื้อเย็นในจำนวน น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนขั้นต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังรับประทานอาหารควรปลดเข็มขัดและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรจะนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง เลี่ยงการชูของหนักแล้วก็การออกกำลังกายหลังอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นบริหารร่างกายแล้วก็ความเครียดลดลง เนื่องเพราะความเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการเกิดขึ้นอีกได้
  • ถ้าน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรจะหาทางลดความอ้วน
  • ถ้าหากมีลักษณะกำเริบตอนไปนอน หรือตื่นนอนช่วงเวลาเช้า มีอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนศีรษะสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ (bed wedge pillow) ใส่ใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากหัวลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่แนะนำให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง ด้วยเหตุว่าอาจจะส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
  • เจอแพทย์ตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบหมอก่อนนัดหมายเมื่ออาการต่างๆสารเลวลงหรือไม่ถูกไปจากเดิม


การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติการดำเนินชีวิตของพวกเรา ตัวอย่างเช่น

  • เลือกรับประทานอาหารแล้วก็เสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่ควรเลี่ยง อย่างเช่น


             ชา กาแฟ แล้วก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             ของกินทอด ของกินไขมันสูง
             ของกินรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • กินอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การกินอิ่มเกินไปจะก่อให้หูรูดหลอดของกินเปิดง่ายมากยิ่งขึ้นและก่อให้เกิดการย้อนของกรดง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่สมควรนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรคอยขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่ออาหารขับเคลื่อนออกมาจากกระเพาะเสียก่อน
  • งดยาสูบรวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เช่นเดียวกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร เสื้อผ้าและก็เข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นต้นเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารแล้วก็ทำให้กรดไหลถอยกลับ
  • ความเครียดน้อยลง ความเคร่งเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะทำให้อาการเกิดขึ้นอีก จะต้องหาเวลาพักผ่อนแล้วก็ออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุที่จะนำมาซึ่งโรคกรดไหลย้อน อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติก อื่นๆอีกมากมาย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia วงศ์ Rubiaceae มีรายงานการค้นคว้าวิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญเป็นสวัวโปเลติน (scopoletin) เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดอาหารจากการไหลย้อนของกรดได้ผลดี เท่ากับยามาตรฐานที่ใช้สำหรับในการรักษากรดไหลย้อน คือ รานิติดีน (ranitidine) แล้วก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ต่อต้านการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล และก็ทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวพันโดยตรง แล้วก็ยังมีแถลงการณ์ว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” จึงเหมาะสมในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาอาการกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยข้างต้น รวมทั้งการที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยสำหรับการย่อยของกิน ทำให้ของกินไม่ตกค้าง ไม่เกิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงกดดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบเคลื่อนได้ดีขึ้น ทำให้ของกินเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
ทั้งนี้สมุนไพรที่บางทีอาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน เพราะเหตุว่าขมิ้นชันมีสรรพคุณสำหรับการรักษาอาการท้องอืด รวมทั้งช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่หลงเหลือในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กนานเกินไป อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้กินขมิ้นชันก่อนที่จะกินอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช้า ช่วงกลางวัน เย็น แล้วก็ก่อนนอน ขนาดกินเป็น ครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มิลลิกรัม
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. วงศ์     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นเย้าหยอก ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากรอยแผลเจริญ การทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร (intragastric) ของหนูขาว ยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี แต่ว่าถ้าสูงมากขึ้นเป็น 60 มิลลิกรัม/กก. ฤทธิ์ต้านการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยับยั้งการบีบตัวของลำไส้หนูในหลอดทดลองที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีว่ากล่าวลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนรวมทั้งแบเรียมคลอไรด์ นอกจากนั้น sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของไส้
ขมิ้นสามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยกระตุ้นการหลั่งมิวสินมาเคลือบและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มก./กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาเคลือบกระเพาะ แต่หากใช้ในขนาดสูงอาจส่งผลให้กำเนิดแผลในกระเพาะได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนน้ำย่อยและก็กรดในกระเพาะ แต่ว่าเพิ่มองค์ประกอบของมิวซิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง คือเป็นส่วนที่มีสาระแล้วก็ถูกประยุกต์ใช้สำหรับเพื่อการรักษาโรคมากที่สุด เนื่องจากว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในจำนวนสูง นอกเหนือจากนั้นถูกจัดไว้ภายในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งคุณประโยช์จากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามไส้          -ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
รักษาและก็คุ้มครองปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองป้องกันแล้วก็บำบัดรักษาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองแล้วก็ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบสืบพันธุ์แล้วก็ทางเท้าฉี่  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการเยี่ยวแสบขัด ออกร้อนในฟุตบาทเยี่ยว
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยทำนุบำรุงระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายแล้วก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ซึ่งรวมทั้งโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทย